ตอนเด็ก ๆ หนึ่งปีดูนานมาก ปิดเทอมใหญ่เหมือนผ่านไปเป็นชาติ กว่าจะถึงวันเกิดแต่ละครั้งแทบจะรอไม่ไหว แต่พอโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่า เวลาเหมือนถูกกดปุ่มเร่ง ทุกอย่างผ่านไปเร็วแบบน่าตกใจ เผลอแป๊บเดียวก็หมดเดือน หมดปี แล้วบางทีก็ถึงขั้นงงว่า “นี่จะปีใหม่อีกแล้วเหรอ” ทั้งที่เหมือนเพิ่งผ่านปีใหม่ครั้งก่อนมาไม่นานเอง ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนบางคน แต่มันเป็นสิ่งที่มนุษย์จำนวนมากทั่วโลกเคยรู้สึกเหมือนกัน และที่น่าสนใจคือ มันมีเหตุผลทั้งทางจิตวิทยาและการทำงานของสมองอยู่เบื้องหลังจริง ๆ
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ตอนเด็ก โลกของเรายังเต็มไปด้วย “สิ่งใหม่” ทุกวัน สมองจึงบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ ของเล่นใหม่ หรือแม้แต่ประสบการณ์เล็ก ๆ อย่างการได้ไปเที่ยวห้างครั้งแรก ทุกอย่างล้วนเป็นข้อมูลใหม่สำหรับสมอง เมื่อสมองบันทึกความทรงจำเยอะ เราจึงรู้สึกว่าช่วงเวลานั้น “ยาวนาน” เพราะพอมองย้อนกลับไป มันมีรายละเอียดเต็มไปหมด แต่เมื่อโตขึ้น ชีวิตเริ่มเข้าสู่โหมดเดิม ๆ ตื่น ทำงาน กิน กลับบ้าน วนซ้ำคล้ายกันทุกวัน สมองจึงเริ่มบันทึกรายละเอียดน้อยลง เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่เคยเจอแล้ว ผลก็คือ เมื่อย้อนมองกลับไป เราจะรู้สึกเหมือนช่วงเวลานั้นผ่านไปเร็วมาก เพราะมันแทบไม่มี “หมุดความทรงจำ” ใหม่ ๆ ให้จำ
อีกเรื่องที่มีผลมากคือ “สัดส่วนของเวลา” สำหรับเด็กอายุ 10 ปี หนึ่งปีคือหนึ่งในสิบของชีวิตทั้งหมด มันจึงรู้สึกเป็นช่วงเวลาที่ยาวมาก แต่สำหรับคนอายุ 40 ปี หนึ่งปีคือแค่หนึ่งในสี่สิบของชีวิต มันจึงรู้สึกสั้นลงโดยธรรมชาติ สมองของมนุษย์มักเปรียบเทียบเวลากับประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยผ่านมา ยิ่งเราอายุมากขึ้น เวลาช่วงหนึ่งก็ยิ่งดูเล็กลงเมื่อเทียบกับชีวิตที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนพออายุเริ่มมากขึ้น จะเริ่มพูดคล้าย ๆ กันว่า “เมื่อก่อนเวลาช้ากว่านี้เยอะ”
นอกจากนี้ เทคโนโลยีก็มีส่วนทำให้เรารู้สึกว่าเวลาหายไปเร็วกว่าเดิมมากเช่นกัน ทุกวันนี้ชีวิตเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไหลเข้ามาตลอดเวลา มือถือหนึ่งเครื่องสามารถดึงความสนใจเราได้ทั้งวัน เราไถโซเชียล ดูคลิปสั้น อ่านข่าว ตอบแชต สลับไปมาโดยแทบไม่ได้หยุดพัก สมองจึงอยู่ในสภาวะ “ถูกกระตุ้น” ตลอดเวลา และเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก สมองก็จะเริ่มรับรู้เวลารวมแบบเบลอ ๆ หลายคนเคยมีประสบการณ์หยิบมือถือขึ้นมาดูอะไรแค่แป๊บเดียว แต่พอเงยหน้ามาอีกทีผ่านไปหนึ่งหรือสองชั่วโมงแล้ว ทั้งที่รู้สึกเหมือนไม่นานเลย นั่นเพราะสมองไม่ได้สร้างความทรงจำที่ชัดเจนระหว่างนั้น มันจึงเหมือนเวลาถูกข้ามไปเฉย ๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่ชอบลองอะไรใหม่ ๆ เดินทาง พบผู้คนใหม่ หรือเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตบ่อย ๆ มักจะรู้สึกว่าเวลาช้าลงกว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบเดิมซ้ำ ๆ เพราะทุกครั้งที่เราเจอประสบการณ์ใหม่ สมองจะกลับมาตื่นตัวและเริ่มบันทึกรายละเอียดอีกครั้ง หลายคนจึงรู้สึกว่าเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศ มันดูยาวนานกว่าการอยู่บ้านทั้งที่จำนวนวันเท่ากัน เพราะในหนึ่งวันมีเรื่องใหม่ให้สมองจำเยอะกว่า ช่วงเวลาจึงดู “แน่น” และมีรายละเอียดมากกว่าเดิม
สุดท้ายแล้ว เวลาอาจไม่ได้เดินเร็วขึ้นจริง ๆ แต่เป็น “วิธีที่สมองรับรู้เวลา” ต่างหากที่เปลี่ยนไปตามอายุและรูปแบบชีวิต ยิ่งวันไหนเราใช้ชีวิตแบบอัตโนมัติ ตื่น ทำงาน เล่นมือถือ นอน วนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีอะไรแตกต่าง วันเวลาจะยิ่งหายไปเร็วอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มเติมอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิตบ้าง ต่อให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน ลองทำอาหารใหม่ ออกไปเดินเล่น หรือเริ่มเรียนรู้อะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน สมองก็จะเริ่มสร้างความทรงจำใหม่ และบางที… ชีวิตที่เคยเหมือนผ่านไปเร็วเกินไป อาจเริ่ม “ช้าลง” อย่างที่เรารู้สึกได้จริง ๆ ก็ได้















